|


|

สเปกตรัมของไฮโดรเจนอะตอม
ทำไมต้องสนใจสเปกตรัมของไฮโดรเจนอะตอม
นักวิทยาศาสตร์ให้ความสนใจศึกษาและเจาะลึกข้อมูลที่มาจากสเปกตรัมของไฮโดรเจนอะตอมมากเป็นพิเศษ มากกว่าอะตอม
ของธาตุอื่น เพราะแม้ดวงอาทิตย์มีธาตุชนิดต่างๆจำนวนมากมาย แต่ธาตุที่พบมากที่สุด คือ ธาตุไฮโดรเจน ชั้นบรรยากาศบน
ดวงอาทิตย์เพียง 2 ชั้นเท่านั้นที่มนุษย์สามารถมองเห็นได้ คือ ชั้นโฟโตสเฟียร์กับชั้นโครโมสเฟียร์ เป็นชั้นบรรยากาศที่เย็นเพียง
พอสำหรับธาตุไฮโดรเจนที่สามารถมีอยู่ได้ในรูปอะตอม และตรงนี้นี่เองที่เรามองเห็นสเปกตรัมการดูดกลืนและการคายคลื่นแสง
ของไฮโดรเจนอะตอม ดังภาพ

ภาพนี้คัดลอกมาจาก http://www.solarobserving.com/halpha.htm
การวิเคราะห์ข้อมูลจากลักษณะของสเปกตรัมเพื่อเสนอโครงสร้างอิเล็กตรอนของไฮโดรเจนอะตอม
ก่อนปี ค.ศ.1913 ซึ่งเป็นปีที่นีล โบร์เสนอรูปแบบโครงสร้างอิเล็กตรอนของไฮโดรเจนอะตอมพร้อมทั้งแผนผังระดับพลังงาน
ในอะตอม ยังไม่มีใครพิสูจน์ทราบแน่ชัดว่ารูปแบบโครงสร้างที่ถูกต้องควรเป็นอย่างไร ได้แต่เพียงพยายามตั้งสมมติฐานแล้ว
เสนอสมการทางคณิตศาสตร์อย่างง่ายเพื่อทำนายตำแหน่งของเส้นสเปกตรัมให้ตรงกับผลการวัดเท่านั้น
รูปแบบโครงสร้างพื้นฐานที่น่าจะนึกถึงมากที่สุด คือ ให้เปรียบเทียบกับ
ระบบสุริยะ โดยคิดว่าอะตอมไฮโดรเจนประกอบด้วยนิวเคลียส (เทียบได้
กับดวงอาทิตย์) อยู่ตรงกึ่งกลางของระบบ มีอิเล็กตรอนหนึ่งตัว (เทียบได้
กับว่าระบบนี้มีดาวเคราะห์เพียงดวงเดียว) เคลื่อนที่รอบนิวเคลียสเป็นวง
โคจรที่มีรัศมีขนาดต่างๆ โดยมีเงื่อนไขว่า อิเล็กตรอนสามารถโคจรในวง
โคจรได้ทีละวงตามที่กำหนด เราจะเรียกเป็นวงที่ 1, 2,......n จากวงในสุด
ตามลำดับ
เมื่ออิเล็กตรอนกระโดดจากวงในวงหนึ่งไปยังวงนอกอีกวงหนึ่ง มันจะดูด
กลืนพลังงานค่าหนึ่งที่มีค่าแน่นอน ทำให้เราได้สเปกตรัมการดูดกลืน แต่
ถ้าหล่นลงมาจากวงนอกวงเดิมเข้าสู่วงในวงเดิม มันจะปลดปล่อยพลังงาน
ด้วยค่าเดียวกัน และเราจะได้สเปกตรัมการปลดปล่อย
กระบวนการดูดกลืนและปลดปล่อยพลังงานด้วยวิธีนี้ เราอาจสร้างสมการ
คณิตศาสตร์อย่างง่ายเพื่อทำนายตำแหน่งเส้นสเปกตรัมได้
ภาพนี้คัดลอกมาจาก
http://www.fas.org/irp/imint/docs/rst/Sect20/A7.html
สมการคณิตศาสตร์ที่เสนอโดยบัลเมอร์์ในยุคก่อนปี ค.ศ.1913
ปีค.ศ.1885 ครูสอนคณิตศาสตร์ชาวสวิส โยฮันน์ ยาคอบ บัลเมอร์ ได้เสนอสมการของบัลเมอร์ ดังนี้

โดย RH คือ ค่าคงที่ริดเบิร์ก = 1.0974x107 m-1, nf คือ เลขจำนวนเต็มมีค่า = 2 ,
ni คือ เลขจำนวนเต็มมีค่า = 3, 4, 5,...... และ คือ ค่าความยาวคลื่นของเส้นสเปกตรัม
สเปกตรัมที่ได้จากการคำนวณโดยใช้สมการของบัลเมอร์ เรียกว่า สเปกตรัมชุดของบัลเมอร์
ผลการทำนายโดยใช้สมการข้างต้นและเปรียบเทียบกับค่าที่วัดได้จริง ได้ผลลัพธ์ดังนี้
ค่าจากสมการของบัลเมอร์
|
ค่าที่วัดได้
|
ni ( nf = 2)
|
ความถี่ (106 MHz)
|
ความถี่ (106 MHz)
|
ความยาวคลื่น (nm)
|
3
|
457.171
|
457.170
|
656.210 (สีแดง)
|
4
|
617.181
|
617.190
|
486.074 (สีเขียว)
|
5
|
691.242
|
691.228
|
434.01 (สีน้ำเงิน)
|
6
|
731.473
|
731.493
|
410.12 (สีม่วง)
|
เห็นได้ว่าผลการทำนายแม่นยำมาก สามารถทำนายค่าความถี่ทั้ง 4 เส้นในย่านวิสิเบิลของไฮโดรเจนอะตอมได้ถูกต้องทุกเส้น
นอกจากย่านวิสิเบิลแล้ว หากลองแทนค่า ni มากกว่า 6 จะได้ค่าความถี่ในย่านอัลตราไวโอเลตและอินฟราเรด (ซึ่งยังไม่อาจทำ
ทำการวัดได้ในเวลานั้น) ต่อมาพิสูจน์ได้ว่าถูกต้องเช่นกัน
หากนำสมการของบัลเมอร์มาดัดแปลงโดยใช้ค่า nf = 1 , ni = 2, 3, 4, 5 จะได้ค่าความถี่ในย่านอัลตราไวโอเลต
สเปกตรัมชุดนี้เรียกว่า สเปกตรัมชุดของไลมาน (Lyman series)
หากนำสมการของบัลเมอร์มาดัดแปลงโดยใช้ค่า nf = 3 , ni = 4, 5, 6, 7 จะได้ค่าความถี่ในย่านอินฟราเรด
สเปกตรัมชุดนี้เรียกว่า สเปกตรัมชุดของพาเชน (Paschen series)

ความล้มเหลวของแบบจำลองโครงสร้างอิเล็กตรอนของไฮโดรเจนอะตอมเชิงฟิสิกส์ดั้งเดิม
แม้ว่าผลการทำนายตำแหน่งสเปกตรัมโดยใช้สมการของบัลเมอร์จะประสบผลสำเร็จอย่างดียิ่งดังกล่าวแล้ว แต่อย่าลืมว่า
ที่มาของสูตรของบัลเมอร์ต้องอาศัยรูปแบบโครงสร้างอะตอมที่คิดว่าคล้ายระบบสุริยะจำลอง ซึ่งตามทฤษฎีแม่เหล็กไฟฟ้า
เชิงฟิสิกส์ดั้งเดิม การที่อิเล็กตรอนจะวิ่งเป็นวงโคจรรอบนิวเคลียสได้ มันต้องมีความเร่ง นั่นหมายความว่า อิเล็กตรอนต้อง
แผ่รังสีอย่างต่อเนื่อง แล้วตัวมันเองจะสูญเสียพลังงานเรื่อยๆจนหมดภายในเสี้ยววินาที ไม่เหลือโครงสร้างเดิมให้เห็นอีกต่อไป
ทั้งบัลเมอร์หรือไม่ว่าใครในเวลานั้น ไม่มีคำอธิบายใดๆที่บ่งชี้ว่าไฮโดรเจนอะตอมจะดำรงไว้ซึ่งเสถียรภาพตามโครงสร้าง
ดังกล่าวโดยไม่มีการแผ่รังสีของอิเล็กตรอนได้อย่างไร นี่คือ ความล้มเหลวของฟิสิกส์ดั้งเดิมอย่างชัดเจน !!
|